นายสง่า จันทรสาขา เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 ที่ตำบลศรีมงคล อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม เป็นบุตรรองอำมาตย์เอก หลวงพิทักษ์พนมเขตต์ (นามเดิมสีห์ จันทรสาขา) กับนางพิทักษ์ พนมเขต (จันทพิทย์) ได้สมรสกับนางสาว ล้วนลักษณ์ ชมภูมิ่ง มีบุตรธิดา รวม 8 คน ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ขนานนามสกุลพระราชทานครั้งที่ 17 ว่า จันทรสาขา
การศึกษา
พ.ศ. 2465 สำเร็จชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนประจำอำเภอธาตุพนม
พ.ศ. 2468 สำเร็จมัธยมตอนต้นโรงเรียนประจำจังหวัดนครพนม (โรงเรียนปิยะมหาราชาลัย)
พ.ศ. 2472 สำเร็จชั้นเตรียมอุดมโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. 2477 สำเร็จระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (ธรรมศาสตร์บัณฑิต พ.ศ. 2480)
พ.ศ. 2480 ได้รับการฝึกหัดราชการในกองพลกำลังกรมมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย ระหว่างฝึกหัดได้รับเงินเดือนเป็นข้าราชการวิสามัญชั่วคราว จำนวน 20 บาท
ชีวิตในราชการ
ตลอดระยะเวลา 36 ปี ที่รับราชการอยู่นั้น ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจเสียสละทั้งแรงกายและแรงใจอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งแต่ละแห่งที่ได้ไปรับราชการเป็นที่รักใคร่ของผู้บังคับชา เพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ เสมอมาตลอดระยะเวลาที่รับราชการ
ขณะที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในท้องถิ่นนั้น ๆ ก็ได้สร้างสรรค์แนวคิดก้าวไกลในการแก้ไขไว้เช่นที่จังหวัดนครพนมได้ริเริ่มการก่อสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งริมแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันการเซาะของแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันการเซาะของแม่น้ำโขง รวมทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนให้แก่ประชาชน ปรับปรุงระบบไฟฟ้า ปรับปรุงถนนมากมาย เกนอจัดสรรงบประมาณการประปาในเขตเทศบาลเมืองนครพนม และในเขตสุขาภิบาลเมืองมุกดาหารเนื่องจากเห็นว่าเมืองท่าแขกและสุวรรณเขตมีประปาใช้ ในระยะนั้น (ขณะเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส) เลิกป่าช้าให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ด้านเกษตรได้ริเริ่ม ตั้งหน่วยขยายพันธุ์พืช (ปัจจุบันชื่อเรียกว่าศูนย์ทดลองพืชสวน) สร้างหอกระจายข่าว ตั้งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ริเริ่มก่อสร้างถนนเชื่อมกัน ริเริ่มสร้างสนามบินนครพนม สร้างตึกสงฆ์อาพาธ ริเริ่มจัดตั้งเหล่ากาชาดจังหวัด เพื่อดำเนินส่งชาวเวียดนามกลับ จัดสร้างวัดสารภารนิมิตร ตั้งมูลนิธีช่วยทุนการศึกษา ริเริ่มแนวคิดการเร่งรัดพัฒนาชนบท การส่งเสริมอาชีพ การปราบปรามคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติให้แก่ราชการในปัจจุบัน
และในระหว่างรับราชการตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ได้ริเริ่มก่อสร้างหลายโครงการ เช่น การสร้างถนนเชื่อมกันระหว่างอำเภอต่าง ๆ ในอำเภอบ้านไร่ อำเภอสว่างอารมณ์ อำเภอหนองฉาง และได้เป็นผู้ขอให้มีการทบทวนและพิจารณาในการให้สัมปทาน ตัดไม้แก่บริษัทไม้อัดไทย เนื่องจากเห็นว่าป่าห้วยขาแข้งยังอุดมสมบูรณ์ มีน้ำตลอดปีบางตอนมีหาดทรายสวยงามมากและอุดมไปด้วยป่าไม้สัตว์ป่านานาชนิด โดยได้เป็นผู้ขอร้องผ่านไปยังอธิบดีกรมป่าไม้ให้ยกเลิกสัมปทานโดยให้อนุรักษ์ป่าห้วยขาแข้งไว้จนถึงปัจจุบันนี้ และยังได้ริเริ่มการก่อสร้างสะพานท่าน้ำอ้อย เนื่องจากจังหวัดอุทัยธานีในขณะนั้นการเดินทางจะต้องใช้แพข้ามแม่น้ำเท่านั้น
และสมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ริเริ่มให้พื้นที่อิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในอดีตให้กลายเป็นชุมชนที่เจริญหลายอำเภอตามยุทธศาสตร์ เมืองล้อมป่า แก้ปัญหาป่าล้อมเมือง ซึ่งในระหว่างรับราชการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอุตสาหะซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง รวมทั้งได้มีโอกาสได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในระหว่างชีวิตรับราชการ
ชีวิตหลังรับราชการ
เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2515 จึงได้ลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุราชการถึง 2 ปี หลังจากสุขภาพร่างกายกลับแข็งแรงดีขึ้นเป็นลำดับ โดยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากนายแพทย์สมชาย ศิริรัตน์ เพราะในช่วงรับราชการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสัตย์สุจริต ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักปกครองที่เป็นแบบอย่างของชีวิตราชการที่แท้จริง ไม่มีเรื่องการเบียดบังมาข้องเกี่ยวแม้แต่น้อย ได้ใช้ชิวิตด้วยความสมถะกับครอบครัวอย่างมีความสุข และได้ออกงานสังคมที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมเสมอตลอดมา
วาระสุดท้ายของชีวิต
ครั้งสุดท้ายภริยา บุตรและธิดา ได้จัดการฉลองครบรอบ 84 ปี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2541 ได้เชิญผู้มีเกียรติมาร่วมงานอย่างมากมาย หลังจากนั้นก็เกิดมีอาการป่วยจนกระทั่งต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัวตลอดมา ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2541 จนได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยความสงบด้วยโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาว ณ โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียลใน วันที่ 2 เมษายน 2542 เวลา 5.30 นาฬิกา