จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นบุตรของพันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์) กับ นางจันทิพย์ ธนะรัชต์ เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2451 ตรงกับวันอังคาร แรม 3 ค่ำ เดือน 7 ปีวอก ณ บ้านท่าโรงยา ตำบลท่าโรงยา อำเภอพาหุรัด (สมัยนั้นเป็นอำเภอ) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร)
การศึกษา เนื่องจากเป็นบุตรของนายทหาร จึงได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนนายร้อยประถมเมื่อปี พ.ศ. 2463 ต่อมาเศรษฐกิจของบ้านเมืองตกต่ำ ทางราชการจึงได้ยุบและเปลี่ยนชื่อโรงเรียนใหม่ในปี 2468 ว่าโรงเรียนนายร้อยทหารบก ตั้งอยู่ถนนราชดำเนินนอก (ภายหลังเป็นโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า)
ในปี พ.ศ. 2468 ได้เลื่อนชั้นขึ้นเรียนชั้น 3 ตามการจัดชั้นเรียนใหม่สังกัดกองร้อยที่ 3 และในปีนี้เองได้เริ่มจับปืนของทหารเป็นครั้งแรกและเริ่มฝึกอาวุธอย่างทหาร จากการที่เป็นนักเรียนที่มีความขยันหมั่นเพียรในการฝึกเป็นพิเศษปรากฏว่าในการตรวจสอบภาคสนาม การฝึกแถวจัดลานพระบรมรูปทรงม้าได้รับคัดเลือกออกแสดงท่าอาวุธ และได้รับพระดำรัสชมเชยจากจอมพลทูลกระหม่อม บริพัตร เสนาธิการทหารบกในปีนั้นด้วย
ต่อมาได้เข้าร่วมพิธีการกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล ซึ่งเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งของเหล่าทหาร จึงเป็นจุดเริ่มแห่งอิทธิพลเหนือจิตใจ อีกทั้งได้รับเกียรติอันสูงส่งให้เข้าร่วมเดินสโลว์มาร์ช ในขบวนแห่พระบรมศพของสมเด็จมหาธีรราชเจ้า ซึ่งเสด็จสวรรคตด้วยและได้เลื่อนขึ้นไปเรียนชั้นสุดท้ายของการเรียนวิชาสามัญ
ปี พ.ศ. 2470 ได้ขึ้นเรียนชั้น 5 การเล่าเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี ชอบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ พงศาวดารและวิชาภาษาไทยมากเป็นพิเศษ ภายหลังได้เข้าศึกษาวิชาทหาร ในเครื่องแบบนักเรียนนายร้อยทหารบกอย่างสมภาคภูมิ
อุปนิสัย เป็นคนรับพวกพ้องทุกคน จิตใจห้าวหาญ กล้าได้กล้าเสีย มีความเสียสละเพื่อเพื่อนทุกคน ใจกว้าง ไม่เห็นแก่ตัว ยึดถือความสัตย์จริง การตอบแทนบุญคุณและให้อภัย
ชีวิตการรับราชการทหาร
พ.ศ. 2472 เลื่อนยศเป็นร้อยโท ต่อมาเลื่อนยศเป็นร้อยเอก ตำแหน่งผู้บังคับกองโรงเรียนนายสิบทหารราบ ลพบุรี
พ.ศ. 2488 เลื่อนยศเป็นพันตรี เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เลื่อนยศเป็นพันโท
พ.ศ. 2490 เลื่อนยศเป็นพันเอก
พ.ศ. 2494 เลื่อนยศเป็นพลตรี พลโท ผบ.พล 1
พ.ศ. 2499 เลื่อนยศเป็นพลเอก ตำแหน่งผู้บังคับบัญชาทหารบก
พ.ศ. 2499 ได้รับพระราชทานยศเป็นจอมพล คนที่ 5 ของประเทศไทย
พ.ศ. 2502 – 2506 เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ของประเทศไทย
ครอบครัว
สมรสครั้งแรกกับนางฉวี ธนะรัชต์ มีบุตร 4 คน
สมรสครั้งที่ 2 กับนางนวลจันทร์ ธนะรัชต์ มีบุตรธิดา 1 คน
สมรสครั้งที่ 3 กับท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ มีบุตรบุญธรรม 1 คน
ผลงานสำคัญต่อจังหวัดนครพนม
อนุมัติงบประมาณให้สร้างเขื่อนหน้าเมืองนครพนม เพื่อป้องกันน้ำเซาตลิ่งและกลายเป็นที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป เป็นเขื่อนกั้นตลิ่งแห่งแรกของประเทศไทยด้วย
จะสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ในการพัฒนาอำเภอมุกดาหารของจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของมารดาและมีการประสานงานเรื่องพัฒนาจังหวัดนครพนมกับนายสง่า จันทรสาจา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นน้องชายต่างบิดาอยู่เสมอ แต่น่าเสียดายท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมก่อน
เกียรติประวัติ
จากบทสัมภาษณ์พระเจ้าวรวศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งสัมภาษณ์โดย นาย เจ.เอ.อาเธอร์ ในหนังสือพิมพ์เดอะสก๊อตแมน ประจำวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2506 ว่า
ระบบการปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย หาได้ใช้อำนาจเผด็จการตามที่เข้าใจอยู่ทั่วไปไม่
จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับการกล่าวขวัญและยกย่องจากประชาชนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่มีน้ำเสียงกังวาน ด้วยวาทะที่ประทับใจผู้ฟัง นับว่าเป็นนักพูดที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทยก็ว่าได้ และในยุคนั้นพวกมิจฉาชีพหรือบรรดาข้าราชการที่ประพฤติมิชอบจะไม่มีปรากฏให้เห็นมากนักเหมือนยุคปัจจุบัน
วาระสุดท้ายของชีวิต
ได้ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคไตวาย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 รวมอายุ 55 ปี