นครพนม | รู้จักกับนครพนม | ข่าวนครพนม | สถานที่ท่องเที่ยวนครพนม | ประเพณีและวัฒนธรรมนครพนม | อัลบั้มภาพนครพนม | แผนที่นครพนม | เว็บบอร์ดนครพนม |
User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

ข่าวนครพนม

จังหวัดนครพนม

สถานที่ท่องเที่ยวนครพนม

ประเพณีและวัฒนธรรม

อำเภอต่าง ๆ ของนครพนม

ชนเผ่าในนครพนม

บุคคลสำคัญของนครพนม

อัลบั้มภาพนครพนม

หน่วยงานและองค์กรต่างๆ

โรงแรมที่พักและร้านอาหาร

สถานีวิทยุในนครพนม

ภูมิปัญญาชาวนครพนม

สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่3

พระธาตุประจำปีเกิด

พระธาตุประจำวันเกิด

Nakhon Phanom

เล่นเกมส์ฟรี

วีดีโอ เพลง ออนไลน์

ผู้สนับสนุน

เกี่ยวกับเว็บไซต์

Sponsor Links
หมวด » สถานที่ท่องเที่ยวนครพนม » โบราณสถาน - โบราณวัตถุ


พระธาตุพนม

พระธาตุพนม
พระธาตุพนม
                        ที่ตั้ง   อยู่ในวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร   ตำบลธาตุพนม   อำเภอธาตุพนม
                        ประวัติ   พระธาตุพนม   เป็นเจดีย์สำคัญทางพระพุทธศาสนาในภาคอีสาน   มีทำเลที่ตั้งเป็นโคกสูงกว่าบริเวณอื่นที่อยู่โดยรอบ   เรียกว่า   ภูกำพร้า
                        พระธาตุพนมหรือเรียกตามแผ่นทองจารึก   ซึ่งจารึกไว้ในสมัยเจ้าราชครู   หลวงโพนสะเม็กแห่งนครเวียงจันทร์มาบูรณะ   ใน   พ.ศ.   2236 – 2245   ว่า   ธาตุปะนม   เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคธาตุ   (กระดูกส่วนพระอุระ)   ของพระพุทธเจ้า   องค์พระธาตุมีรูปทรงสี่เหลี่ยม   ประดับตกแต่งศิลปะลวดลายอันวิจิตรประณีตทั้งองค์  มีความสูง   53   เมตร   ฉัตรทองคำสูง   4   เมตร   รวม   57   เมตร
                        ตามตำนานอุรังคธาตุกล่าวไว้ว่า   พระธาตุพนมสร้างอยู่ที่บริเวณภูกำพร้าในผืนแผ่นดินของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์   เมื่อ   พ.ศ. 8   โดยมีท้ายพญาทั้ง   5   เป็นประธาน   ในการก่อสร้างซึ่งท้าวพญาทั้ง   5   นี้   เป็นเจ้าผู้ครองนครในแคว้นต่าง ๆ   คือ
                        พญาจุลณีพรหมทัต   ครองแคว้นจุลมณี   เป็นผู้ก่อด้านตะวันออก
                        พญาอินทปัตถนคร   ครองเมืองอินทปัตถนครหรือแคว้นกัมพูชาโบราณ   เป็นผู้ก่อด้านใต้
                        พญาคำแดง   ครองเมืองหนองหานน้อย   (ปัจจุบันคืออำเภอหนองหาน   จังหวัดอุดรธานี)   เป็นผู้ก่อด้านตะวันตก
                        พญานันทเสน   ครองเมืองศรีโคตรบูรณ์   เป็นผู้ก่อด้านเหนือ
                        พญาสุวรรณพิงคาร   ครองเมืองหนองหานหลวง   (ปัจจุบัน   คือ   จังหวัดสกลนคร)   เป็นผู้ก่อรวมยอดเข้าเป็นรูปฝาละมี   ตั้งแต่ปี   พ.ศ. 8   มาจนถึงปัจจุบันนับได้   สองพันปีเศษองค์พระธาตุพนมได้ผ่านการบูรณะมาหลายครั้งได้หักพังและก่อสร้างใหม่ 1   ครั้ง   บริเวณโดยรอบที่ตั้งองค์พระธาตุพนมก็เปลี่ยนแปลงไป   แต่ศรัทธาเชื่อของประชาชนต่อองค์พระธาตุพนมกลับมีอย่างต่อเนื่อง   จนสามารถสืบสาวราวเรื่องย้อนหลังสู่อดีตแห่งอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์อันรุ่งเรืองได้อย่างชัดเจน   จึงกล่าวได้ว่าองค์พระธาตุพนม   เป็นสัญลักษณ์ของอาณาศรีโคตรบูรณ์โดยแท้
                        ลักษณะพระธาตุพนมองค์เดิม   ลักษณะการก่อสร้างในสมัยแรกนั้น   ใช้ดินดิบก่อขึ้นเป็นรูปเตาสี่เหลี่ยมแล้วเผาให้สุกทีหลัง   กว้างด้านละ   2   วา   สูง   2   วา   ข้างในเป็นโพรงมีประตูปิดทั้งสีด้าน   เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้อัญเชิญพระอุรังคธาตะของพระพุทธเจ้า   ที่พระมหากัสสปเถระมาจากประเทศอินเดียประดิษฐานไว้ข้างในแล้วปิดประตูทั้งสี่ด้าน   แต่ไม่ปิดสนิททีเดียวยังเปิดให้คนเข้าไปสักการบูชาได้บ้างในบางโอกาส   (ในตำนานพระธาตุพนมบอกว่า    ยังมิได้ฐาปนาให้สมบูรณ์)   นี้ก็หมายความว่า   ยังมิได้ปิดประตูพระธาตุให้มิดชิดนั่นเอง   มาฐาปนาให้สมบูรณ์ในราว   พ.ศ. 500
                        ก่อนทำการบูรณปฏิสังขรณ์   โดยกรมศิลปากร   พ.ศ. 2483 – 2484    พระธาตุพนมองค์เดิม   สูง   43   เมตร   ฉัตรทำด้วยทองคำประดับเพชรพลอยสีต่าง ๆ   ประมาณ   200    เม็ด   ส่วนยอดประมาณ   4   เมตรเศษ   หุ้มด้วยสำริด   และเหล็กเปียกทำการบูรณปฏิสังขรณ์ในราว   พ.ศ. 2236 – 2245   โดยเจ้าราชครูหลวง   โพนสะเม็ก   แห่งนครเวียงจันทร์   พระธาตุพนมในสมัยนั้นมีชื่อเรียกว่า   ธาตุปะนม   ช่วง   พ.ศ.   2483 – 2484   ในระหว่างสงครามพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในอินโดจีน   กรมศิลปากรไทย   โดยมีหลวงวิจิตรวาทการอธิบดีกรมศิลปากรเป็นหัวหน้าได้ซ่อมแซมพระธาตุ   โดยเทคอนกรีตเสริมเหล็ก   จากแอวขันขึ้นไปจนถึงยอดสุด   และต่อยอดให้สูงขึ้นไปอีก   10   เมตร   ดังนั้น   พระธาตุพนมจึงสูง   53   เมตร   ฉัตรทองคำสูง   4   เมตร   ในปี   พ.ศ. 2483   เกิดกรณีพิพาทรุนแรงมากในเดือนยี่เพ็ญ   ธาตุพนมถูกฝรั่งเศสทิ้งระเบิดถึง   60   ลูกแต่ไม่มีอันตราย   ลูกระเบิดส่วนมากตกลงที่บึงหน้าวัดสำหรับอายุของพระธาตุพนม   ได้มีนักโบราณคดีหลายท่าน   แสดงความเห็นไว้ต่าง ๆ กันดังนี้
                        สมเด็จฯ   พระยาดำรงราชานุภาพ   มีพระราชวิจารณ์ทำนองว่า   พระธาตุพนม   สร้างก่อนขอมอยู่ราวสมัยฟูนัน
                        เลอ   เมย์   นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสได้ทำการศึกษาศิลปกรรมที่ธาตุพนม   เมื่อปี   พ.ศ.   2472   ให้ความเห็นว่าพระธาตุพนมควรจะถูกสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 11   หรือ 12   อยู่ร่วมสมัยไพรกเม็งของอาณาจักรเจนละ   และทวารวดีในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา   หรือทวารวดีในอีสาน
                        ศาสตราจารย์   บวส   เซอริเย่   นักโบราณดคีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนสำคัญให้ข้อกำหนดว่าอายุของภาพสลักอิฐนั้นคงอยู่ในสมัยพระพุทธศตวรรษที่   15
                        อนุวิทย์   เจริญศุภกุล   นักโบราณคดีของไทยให้ความเห็นว่าถ้าพิจารณาเทคนิคในการเรียงอิฐ   และการก่อสร้างองค์พระธาตุพนมมีลักษณะเหมือนปราสาทเนินกู่   ปราสาทเมืองแขก   ปราสาทอิฐ   ปราสาทหินพนมรุ้ง   ปรางค์แขกที่ลพบุรี   ปราสาทต่าง ๆ   เหล่านี้นักโบราณคดีกำหนดอายุแล้วว่าสร้างในพุทธศตวรรษที่ 15   พระธาตุพนมก็จะมีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่   15   ขึ้น   แต่ไม่เกิดพุทธศตวรรษที่   13
                        ประวัติการบูรณะก่อสร้างองค์พระธาตุพนม   องค์พระธาตุพนมได้มีการ        บูรณปฏิสังขรณ์ในยุคต่อมาโดยลำดับ   ซึ่งจะได้นำมาเขียนไว้โดยสังเขปดังนี้
                        บูรณะครั้งที่   1   ในราว   พ.ศ. 500   โดยมีพญาสุมิตรธรรมวงศาแห่งเมืองมรุกขนครและพระอรหันต์   5   องค์   เป็นประธานในการบูรณะครั้งนั้น   ได้เอาอิฐซึ่งเผาให้สุกดี   แล้วมาก่อต่อเติมจากยอดพระธาตุองค์เดิมให้สูงขึ้นไปอีกประมาณ   24   เมตร   แล้วอัญเชิญพระอุรังคธาตุออกจากอุโมงค์ค์เดิม   ซึ่งทำการบรรจุแต่งตั้งสมัยพระมหากัสสปเถระขึ้นไปประดิษฐานไว้ใหม่ที่ใจกลางพระธาตุชั้นที่สองแล้วปิดประตูอย่างมิดชิด   หรือสถาปนาไว้อย่างสมบูรณ์
                        บูรณะครั้งที่ 2   เมื่อ   พ.ศ.   2157    โดยมีพระยานครหลวงพิชิตราชธานีศรีโคตรบูรณ์แห่งเมืองศรีโคตรบูรณ์เป็นประธาน   ได้โบกสะทายตีนพระธาตุทั้งสี่ด้านและสร้างกำแพงรอบพระธาตุพนม   พร้อมทั้งซุ้มประตูและเจดีย์หอข้าวพระทางทิศตะวันออกพระธาตุ   1   องค์   (ถูกพระธาตุหักพังทับยับเยินหมดแล้ว)
                        บูรณะครั้งที่   3   เมื่อ   พ.ศ. 2236 - 2245   โดยมีเจ้าราชครูหลวง   โพนสะเม็กแห่งเมืองนครเวียงจันทร์เป็นประธาน   การบูรณะครั้งนี้ได้ใช้อิฐต่อเติมจากพระธาตุชั้นที่สองซึ่งทำการบูรณะใน   พ.ศ. 500   นั้นให้สูงขึ้นไปอีกประมาณ   43   เมตร  ได้มีการปรับปรุงที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุใหม่   โดยสร้างอูบสำริดครอบเจดีย์ศิลาอันเป็นที่บรรจุบุษบกและผอบพระอุรังคธาตุไว้อย่างแน่นหนา   และบรรจะพระพุทธรูปเงิน   ทอง   แก้วมรกต   และอัญมณีต่าง ๆ   ไว้ภายในอูบสำริดและนอกอูบสำริดไว้มากมายมีจารึกพระธาตุพนมว่า   ธาตุปะนม
                        บูรณะครั้งที่ 4   ในพ.ศ.   2350 – 2356   โดยมีเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทร์เป็นประธาน   ได้ทำฉัตรใหม่ด้วยทองคำประดับด้วยเพชรพลองสีต่าง ๆ   และได้ทำพิธียกฉัตรขึ้นสู่ยอดพระเจดีย์ในปี   พ.ศ.2356   (ฉัตรนี้ได้นำลงเก็บรักษาไว้ที่วัดพระธาตุพนมใน   พ.ศ. 2497)
                        บูรณะครั้งที่   5   ในพ.ศ.   2444   โดยมีพระครูวิโรจน์รัตโนบล   วัดทุ่งศรีเมือง   จังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธาน   ได้ซ่อมแซมโบกปูนองค์พระธาตุใหม่ลงรักปิดทอง   ส่วนบนประดับแก้วติดดาวที่ระฆัง   แผ่แผ่นทองคำหุ้มยอดปูลานพระธาตุ   ซ่อมแซมกำแพงชั้นในและชั้นกลาง
                        บูรณะครั้งที่   6   ใน   พ.ศ. 2483 – 2484    รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล   ชุดจอมพล   ป.   พิบูลสงคราม   เป็นนายกรัฐมนตรีได้ให้กรมศิลปากรโดยมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นหัวหน้าสร้างเสริมครอบพระธาตุองค์เดิมด้วยคอนกรีตเสิมเหล็กตั้งแต่ชั้นที่ 3   ขึ้นไปและต่อยอดให้สูงขึ้นไปอีก   10   เมตร   รวมเป็น 57   เมตร
                        ลักษณะองค์พระธาตุพนม   หลังจากการบูรณะในปี   พ.ศ. 2483  
ช่วงที่ 1   ฐานรูปปสี่เหลี่ยมจัตุรัส   กว้างด้านละ   16   เมตร   สูงจากฐานพื้นดินถึงบัวถลาหรือบัวล่าง   8.00   เมตรเป็นของเก่าโบราณแท้ประดับด้วยแผ่นอิฐสีแดงจำหลักลวดลายวิจิตรงดงามทั้ง   4   ด้านเป็นรูปกษัตริย์สมัยโบราณเกี่ยวพันด้วยรูปสัตว์และกนกลายก้านขดลายใบผัดกูดตรงกลาง   จำหลักเป็นประตูลักษณะเหมือนตังโข่งลวดลายกนกอิฐแดงบ้าง   และมีร่องรอยการซ่อม    ซึ่งประดับ     กระเบื้องเคลือบลายดอกไม้   บ้างประดับกระจกสีบ้าง   เหนือประตูเป็นซุ้ม
                        ช่วงที่   2     นับตั้งแต่บัวล่างขึ้นไปถึงบัวบน   ระยะความสูง   12   เมตร   การซ่อมแซมในชั้นหลัง ๆ   ได้โบกปูนทับลวดลายของเก่าทั้ง   4   ด้าน   มีกระเบื้องถ้วยชาม   ปิดประดับเป็นดอกดวงแต่ก็ยังมีร่องรอยให้เห็นลวดลายอยู่บ้าง
                        ช่วงที่   3   ตั้งแต่บัวบนเป็นองค์ระฆัง   4   เหลี่ยมขึ้นไปจนถึงจุดสุดยอด   ระยะสูงเดิม   23   เมตร   เป็นตอนที่ต่อเติมเสริมขึ้นเรื่อย ๆ   เป็นบัวคว่ำและบัวปากระฆัง   หัวบัวเป็นทรงขวดแก้วองค์ระฆังเรียวรัดขึ้นไปตามลำดับรูปทรงสีเหลี่ยม   (เฉพาะยอดเดิมที่อยู่ภายในทรงเตี้ยป้อมลักษณะเหมือนหน่อไม้)    ส่วนของใหม่ที่กรมศิลปากรต่อเติมอีก   10   เมตร   เป็นทรงเรียวเหมือนขวดแก้วสวมอยู่ภายนอก   ประดับลวดลายพุ่มข้าวบิณฑ์   เป็นช่อลดหลั่นจนถึงยอด   เหนือสุดเป็นฉัตรทองคำสวมยอดไว้ ความสูงของฉัตร 4.50 เมตร รวมความสูงดลอดองค์พระธาตุพนม 57.50 เมตร 
                        เมื่อปี พ.ศ. 2493 ทางราชการได้ยกฐานะเป็นวัดพระธาตุนพนมเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหารในพ.ศ. 2511
                        การพังทลายขององค์พระธาตุพนม
                        ก่อนพระธาตุหักพังฝนได้ตกพร่ำติดกันหลายวันบางครั้งก็ตกหนักและพัดกระโชกแรงอีกด้วยจึงทำให้พระธาตุซึ่งเก่าแก่และผุพังมากจนกระทั้งถึงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 เวลา   17.00น. ที่ชุ่มประตูพระธาตุทางทิศทางทิศตะวันออกมีเศษอิฐร่วงลงมาเป็นระยะๆ เป็นรอยลึกเข้าไปข้างในองค์พระธาตุโดยลำดับ องค์พระธาตุด้านบนเฉียงไปทางทิศตะวันออกจนมองเห็นได้ชัดชวนให้คิดว่าพระธาตุต้องหักล้มลงในวันนี้แน่นอน (11 สิงหาคม 2518)
                        พระธาตุพนมอันเป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองได้พังลงไปทางทิศตะวันออกทั้งองค์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 เวลา 19..38 น. ตรงกับวันจันทร์ขึ้น 4  ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะทับวัตถุก่อสร้างซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเสียหายยับเยินเช่น กำแพงแก้วชั้นที่ 1-2 หอพระเหนือใต้ เจดีย์ หอบูชาข้าวพระ ศาลาการเปรียญ และพระวิหารหอพระแก้ว ซึ่งสืบเนื่องมาจากพระธาตุช่วงล่างเก่าแก่และผุพังมาก และไม่สามารถทานน้ำหนักส่วนหนักส่วนบนได้ จึงเป็นเหตุให้พระธาตุพังทลายลงมาทั้งองค์
                        พระธาตุพนมล้น   องค์พระธาตุพนมได้หักล้มลงมาไปทางทิศตะวันออกทั้งองค์ทับวัตถุก่อสร้างต่างๆ ซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น เช่น หอพระทางทิศเหลือและทิศใต้ ศาลาการเปรียญและพระวิหารหอพระแก้วเสียหายหมด ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากฐานหรือพระธาตุชั้นที่ 1 ซึ่งสร้างในสมัยแรกนั้นเก่าแก่มากและไม่สามารถทานน้ำหนักส่วนบนได้จึงเกิดพังทลายลงมา
                        การบูรณะองค์พระธาตุพนม พ.ศ. 2518-2522 หลังจากองค์พระธาตุพนมได้หักพังลง ก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว การบูรณะเริ่มตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2518 ในสมัยหม่อมราชวงค์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เสร็จสิ้นสมบูรณและมีการสมโภชในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2522 ในสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ มะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในการบูรณปฏิสังขรณ์ได้สร้างใหม่ขึ้นมาทังองค์โดยรักษษโครง สร้างใหม่ขึ้นมาทั้งองค์โดยรักษาโครงสร้างขนาดรูปแบบและลวดลายจำหลักต่างๆ ให้เหมือนองค์เดิมพระธาตุองค์ใหม่นี้สร้างในที่เดิม มีรูปทรงสี่เหลี่ยมเหมือนเดิมสูงเท่าองค์เดิมแต่เล็กกว่าองค์เดิมเล็กน้อยทั้งช่วงบนกลาง และช่วงล่าง ดังมีรายการละเอียดดังนี้
                        พระธาตุพนมองค์ใหม่สร้างครอบฐานพระธาตุองค์เดิม ซึ่งยังเหลืออยู่ประมาณ 6 เมตรเศษ ลักษณะการก่อสร้างในเบื้องต้นมีตังนี้
                        ขุดอุโมงค์เดิมหรือพระธาตุครั้งที่ 1 จากระดับพื้นดินลึกเข้าไปด้านในด้านละ 2 เมตร (เวลานี้พระธาตุขั้นที่ 1 ยังเหลือด้านละ 7.50 เมตร)
                        ขุดหลุมฝังเข็มกว้างด้านละ 80 x80 ซม. ลึก2 เมตรอยู่รอบพระธาตุ ชั้นที่   1 หลุมรวมทั้งหมด 44 หลุม
                        เข็มเหล็กที่ใช้เป็นรากยาว 21 เมตร ฝังหลุมละ 1 ต้น
                        โครงพระธาตุพนมองค์ใหม่สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กข้างในกลวงเป็นโพรงมีคานยึด 5 แห่ง   มีกรุสำหรับบรรจุพระอุรังคธาต 1 กรุและมีกรุสำหรับบรรจุสิ่งของที่ค้นพบในพระธาตุองค์เก่าและวัตถุมีค่าที่ประชาชนบริจาคในยุคปัจจุบัน 8 กรุยกฐานให้สูงขึ้น 60 เซนติเมตรดังนั้นพระธาตุจึงสูงจากระดับเดิม 53.60 เมตร
                        วันที่ 17-18 ตุลาคม 2518 (หลักจากพระธาตุได้หักพังแล้ว 62 วัน ) ได้พบพะอุรังคธาตุ หรือกระดูกพระอุระของพระพุทธเจ้าบรรจุในผอบแก้ว ซึ่งมีหลักฐานคล้ายรูปหัวใจ ผอบแก้วใบนี้หุ้มทองมีช่วงเจาะสี่ด้าน มีฝาทองคำปิดสนิทสูง 2.1 เซนติเมตร ปากวัดผ่าศูนย์กลาง 1.8 เซนติเมตร สีขาวแวววาวมากคล้ายกับแก้วผลึกภายในผอบมีน้ำมันจันทน์หล่อเลี้ยงอยู่และมีพระอุรังคธาตุบรรจุ 8องค์
                        วันที่ 21-23 มีนาคม พ.ศ. 2522 พระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเป็นประธานพิธีบรรจุในวันแรกได้ทำพิธีแห่พระอุรังคธาตุ ในวันที่สอง สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประทานยกฉัตรพระธาตุ วันที่สามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบะสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ   เสด็จมาทรงบรรจุพระอุรังคธาตุ
                        พระราชพิธีต่าง ๆ   งานพระราชพิธีต่าง ๆ เกี่ยวกับองค์พระธาตุพนมในการ   บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่   มีทั้งหมด   2   ครั้ง   คือ
                        ครั้งที่ 1   พระราชพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ   มีขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2518   โดย   ม.ร.ว. คึกฤทธิ์   ปราโมช   นายกรัฐมนตรี   เป็นประธานจัดงาน   และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีพร้อม   สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
                        ครั้งที่ 2   พระราชพิธียกฉัตรพระธาตุพนม   และพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ   ขึ้นบรรจุในองค์พระธาตุพนมมีขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 23   มีนาคม   พ.ศ. 2522   โดยในวันที่ 22   มีนาคม 2522   สมเด็จพระสังฆราชได้เสด็จมายกฉัตรทองคำขึ้น   ประดิษฐานองค์พระธาตุพนม   และวันที่ 23   มีนาคม   2522   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเสด็จมาเป็นองค์ประธาน   ในพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ
                        งานนมัสการพระธาตุพนม   สำหรับงานนมัสการองค์พระธาตุพนม   ซึ่งได้จัดเป็นประเพณีสืบต่อกันมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันนั้น   จะจัดในวันเพ็ญเดือน 3   ของทุกปี   โดยถือเอาวันขึ้น 10 ค่ำ   เดือน 3   เป็นวันแรกของงานและไปสิ้นสุดในวันแรม 1 ค่ำ   เดือน   3
                       

เขียนเมื่อ : 21 ส.ค. 2553,16:28   เข้าชม : 6750 ครั้ง

สถานที่ท่องเที่ยวนครพนม » โบราณสถาน - โบราณวัตถุอื่นๆที่น่าสนใจ
รอยพระพุทธบาทเวินปลา
รอยพระพุทธบาทเวินปลาอยู่บนโขดหินเล็ก ๆ ในแม่น้ำโขงที่บนฝั่ง ห่างกันประมาณ 100 เมตร ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีเนินดินเล็ก ๆ ขนาด 30 x 50 เมตร สูง 1 เมตร จากพื้นที่โดยรอบ เรียกว่าดอนพระบาท
พระพุทธพระเนาว์
พระเนาว์ เป็นพระพุทธรูปโบราณ ไม่ปรากฏใครเป็นผู้สร้างมานานเท่าไหร่ เป็นพระพุทธรูปที่มีอารุภาพมาก เป็นที่เราคพสักการะบูชาของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในท้องถิ่มมากกว่า 25 หมู่บ้าน ในเขตอำเภอศรีสงคราม
พระธาตุอินทร์ปลง
พระธาตุอินทร์ปลง บางทีก็เรียกว่าพระธาตุหัวคู หรือพระธาตุนาคูประดิษฐานอยู่บนเนินวัดเก่าข้างสระน้ำกลางทุ่งนาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านสร้างหิน ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร
พระติ้ว พระเทียม
ตามตำนานกล่าวว่า ในสมัยโคตรบูรณ์มีราชธานีตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำโขงระหว่างเทือกเขาหินบูน (ประเทศลาว) และเทือกเขาภูพาน มีเจ้าผู้ครองนคร พระนามว่า พระเจ้าศรีโคตรบูรณ์หลวง
พระทอง
พระทองเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์และมีค่า เป็นที่เคารพบูชาของประชาชนโดยทั่วไป จึงมีผู้แสดงความคิดเห็นว่าควรสร้างหอให้พระทองประดิษฐ์ฐานอยู่ต่างหากเป็นเอกเทศเพื่อความเหมาะสมแก่ฐานะและสะดวกต่อประชาชนที่จะมาทำการสักการบูชา
พระธาตุนคร วัดมหาธาตุ
ในระยะแรกที่พระยามหาอำมาตย์ (ป้อม) สร้างเมืองนครพนม ขึ้นนั้น มีเพียง วัดมหาธาตุ วัดเดียวเท่านั้นจึงขนานนามว่า วัดมิ่งเมือง (คือวัดมหาธาตุในปัจจุบัน)
วัดมรุกขนคร
พระบรมราชา (กู่แก้ว) ผู้ครองเมืองรุกขนนคร ได้ย้ายเมืองจากท่าแขกมาตั้งอยู่ผั่งขวาแม่น้ำโขงปากห้วยบังฮวก เมื่อราวปี พ.ศ. 2300 และสร้างวัดไว้กลางเมือง 1 วัด
พระบาง วัดไตรภูมิ ท่าอุเทน
เอ่ยถึง พระบาง ใคร ๆ ก็คงนึกถึงพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของลาว ที่ประดิษฐานในเมืองหลวงพระบางในปัจจุบันเพราะพระบางองค์นั้นมีประวัติยาวนานเกี่ยวข้องกับทั้งราชอาณาจักรกัมพูชา ลาว และสยาม
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : พระธาตุพนม
 

คติพจน์_9ประการ คลิปแสกเต้นสาก ชนเผ่าไทยแสก ที่พักจ.นครพนม ท้องถิ่นจังหวัดนครพนม นาแก ประวัติอาณาจักรโคตรบูรณ์ ประเพณีไหลเรือไฟ_2553 พระธาตุพนม ฟ้อนภูไท_ ภาพเรือยาว ภาพเเข่งเรือยาวบัวหลวง รำบวงสรวงพระธาตุพนม รูปสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหารสวนไผ่ริมโขง ร้านอาหารสวนไผ่ริมโขงนครพนม วันอาทิตย์ วิทยาลัยการอาชีพธาตุพนม สะพาน อบต.นาทราย อบต.บ้านค้อ อาณาจักรโคตรบูรณ์ อุบัติเหตุนครพนม เผ่าไทลาว แข่งเรือยาวของ_จ_นครพนม โรงฆ่าสัตว์เทศบาลตำบลศรีสงคราม โรงแรมที่นครพนม โรงแรมนครพนม โรงแรมนครพนม_ริเวอร์ โรงแรมวิวโขง


ธาตุพนม | สมุทรปราการ Thailand Travel นครพนม ลูกทุ่งหมอลำดอทคอม 

บ้านและที่ดิน  | โฆษณาฟรี | อบต | รพ.สต. | เทศบาล

Copyright 2010, All Rights Reserved. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537


รับทำเว็บ