ตั้งแต่เช้าสาย เที่ยงจนบ่าย เปลวแดดเจิดจ้า ร้อนแรง ดอกบัวสีชมพู จำนวน ๓ ดอก ในมือที่เหี่ยวย่นของแม่เฒ่าตุ้มจึงเริ่มเหี่ยวโรยแต่หัวใจรักและภักดีของหญิงชราผู้นี้คงยังเบิกบาน จนกระทั่งเมื่อทั้ง ๒ พระองค์เสด็จพระราชดำเนิน มาถึงตรงหน้าที่แม่เฒ่ารอรับเสด็จอยู่ แม่เฒ่าได้ยกดอกบัว ๓ ดอกนั้น ขึ้นจบทูลเกล้าฯ ถวายแสดงความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโน้มพระองค์ลงมาต่ำที่สุดจนพระพักตร์แนบชิดกับศีรษะของแม่เฒ่า แย้มพระสรวลอย่างเมตตา พระหัตถ์แตะที่มือซึ่งกร้านคล้ำของเกษตรกรหญิงชราชาวอีสานอย่างอ่อนโยน ไม่มีใครรู้ว่าทรงกระซิบคำใดกับแม่เฒ่า แต่แน่นอนว่าแม่เฒ่าไม่มีวันลืม เช่นเดียวกันกับที่ "พระเจ้าแผ่นดิน"พระองค์นั้น ไม่ทรงลืมราษฎรคนสำคัญ ที่เข้าเฝ้าฯ ในวันนั้น หลานและเหลนของแม่เฒ่าเล่าในเวลาต่อมาว่า "หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ แล้ว ทางสำนักพระราชวังได้ส่งภาพ การรับเสด็จของแม่เฒ่าตุ้ม พร้อมทั้งพระบรมรูปหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานผ่านมาทางที่ว่าการอำเภอธาตุพนมให้แม่เฒ่าตุ้มไว้เป็นที่ระลึก"
พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้อาจมีส่วนชุบชีวิตให้แม่เฒ่ายืนยาวขึ้นอีกด้วยความสุขต่อมาอีก ๓ ปีเต็มก่อนที่ แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์ ราษฏรผู้โชคดีคนหนึ่งจะสิ้นอายุขัยอย่างสงบด้วย โรคชรา เมื่ออายุได้ ๑๐๕ ปี