2. ทรัพยากรธรรมชาติ 2.1 ทรัพยากรธรณี พื้นที่ในส่วนที่เป็นดิน ของจังหวัดนครพนม เป็นที่น่าสนใจหลายประการ ทั้งส่วนที่เป็นดิน หินลูกรัง กรวด ทราย ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณในเชิงเศรษฐกิจนำไปสู่การประกอบอาชีพได้ เช่น ดินที่บ้านกลาง อำเภอท่าอุเทน มีผู้กล่าวถึงหรือมีผลงานวิจัยออกมาว่าเป็นดินที่มีคุณภาพสูงสุดสำหรับงานด้านการก่อสร้าง เป็นต้น ซึ่งชาวบ้านกลางใช้ดินนี้ปั้นครก ไห ภาชนะต่าง ๆ มาตั้งแต่บรรพบุรุษจนปัจจุบันนี้ เมื่อนำไปเผาแล้ว เมื่อเคาะจะเสียงดังกังวาน สีเป็นมัน คล้ายโลหะ พื้นที่ดินในจังหวัดนครพนมทั้งหมด 3, 464,061 ไร่ ซึ่งพอจะกล่าวถึงส่วนสำคัญในเรื่องดิน หิน กรวด ทรายและดินลูกรังได้ดังนี้ ดิน เนื้อที่ดินทั้งหมดของจังหวัดนครพนมมี 3,464,061 ไร่ แบ่งได้ ดังนี้
-
พื้นที่ภูเขา 88,476 ไร่
-
พื้นที่อยู่อาศัย 55,526 ไร่
-
พื้นที่น้ำ 121,899 ไร่
-
พื้นที่หินโผล่ 815 ไร่
-
พื้นที่สันริมน้ำ 127,815 ไร่
-
ดินดอน แยกออกเป็น
ลักษณะดินและการใช้ประโยชน์
ลักษณะดินจากการศึกษาและวิเคราะห์คุณสมบัติของดินในจังหวัดนครพนมโดยพิจารณาจากคุณภาพของที่ดินที่มีคุณสมบัติตอบสนองต่อความต้องการของพืชและสัตว์ความต้องการของการจัดหมวดหมู่ เป็นหน่วยที่ดิน ทำให้สามารถจัดหมวดหมู่ของหน่วยที่ดินในจังหวัดนครพนมได้ 20 หน่วยที่ดิน ดังนี้ หน่วยที่ดินที่ 1 มีเนื้อที่ประมาณ 69,569 ไร่ หรือร้อยละ 2.02 ของเนื้อที่ทั้งจังหวัด มีลักษณะสภาพพื้นที่ราบเรียบ ความลาดชัน 0-2 เปอร์เซ็นต์ อยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางเฉลี่ย 120-150 เมตร เป็นดินลึก การระบายน้ำของดินค่อนข้างเลว เนื้อดินบนมีเนื้อดินเป็นร่วนเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ปฏิกิริยาดินอยู่ระหว่าง 6.5-7.5 เนื้อดินล่างมีเนื้อดินเหนียวหรือ ดินเหนียวปนทรายแป้ง ปฏิกิริยาดินยู่ระหว่าง 6.5-8.0 ความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง ที่ดินในหน่วยนี้มีศักยภาพในการผลิตค่อนข้างสูง มีจ้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ที่ดิน คือ ในช่วงฤดูฝนจะมีน้ำขังบริเวณหนึ่งประมาณ 3-4 เดือน การใช้ประโยชน์ทีดินส่วนใหญ่พบกระจายอยู่ตามบริเวณฝั่งตะวันออกของจังหวัด ติดแนวฝั่งแม่น้ำโขงตลอดแนวทิศเหนือ จรดทิศใต้ หน่วยที่ดินที่ 2 มีเนื้อที่ประมาณ 18,796 ไร่ หรือร้อยละ 0.55 ของเนื้อที่จังหวัดมีลักษณะทางกายภาพและความอุดมสมบูรณ์เหมือนหน่วยที่ดินที่ 1 แต่หน่วยที่ดินนี้อยู่ในเขตชลประทาน ทำให้ที่ดินในช่วงฤดูฝนใช้ทำนาปี หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวนาปี แล้วทำการปลูกข้าวนาปรัง หรือพืชไร่พวกถั่วต่าง ๆ ยาสูบและพืชผักต่าง ๆ ซึ่งในการปลูกพืชไร่หรือพืชผัก ที่ดินนี้มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการระบายน้ำของดินค่อนข้างเลว หน่วยที่ดินนี้ส่วนใหญ่จะพบกระจายอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดตลอดแนวฝั่งแม่น้ำโขง หน่วยที่ดินที่ 3 มีเนื้อที่ประมาณ 255,765 ไร่ หรือร้อยละ 7.42 ของเนื้อที่จังหวัด มีลักษณะสภาพพื้นที่ราบเรียบ ความลาดชันของพื้นที่ 0-2 เปอร์เซ็นต์ อยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 120-160 เมตร เป็นดินลึก การระบายน้ำของดินเลว เนื้อดินบนมีเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวหรือดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ปฏิกิริยาดินอยู่ระหว่าง 5.0-7.0 เนื้อดินล่าง มีเนื้อดินเป็นดินเหนียวหรือดินนี้มีศักยภาพในการผลิตปานกลาง ซึ่งมีข้อจำกัดในด้านความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ในระดับวิธีการจัดการ แบบธรรมดาโดยไม่ต้องลงทุนสูงการใช้ประโยชน์ที่ดินส่วนใหญ่ในช่วงฤดูฝนจะใช้ในการทำนา หน่วยที่ดินนี้จะพบเป็นพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ อยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอนาแก หน่วยที่อินที่ 4 มีเนื้อที่ประมาณ 41,397 ไร่ หรือร้อยละ 1.20 ของเนื้อที่จังหวัด มีลักษณะทางกายภาพของพื้นที่และความอุดมสมบูรณ์เหมือนหน่วยที่ดินที่ 3 แต่หน่วยที่ดินนี้อยู่ในเขตชลแระทายทำให้มีศักยภาพในการผลิตดีกว่าหน่วยที่ดินที่ 3 นอกจากนี้ในฤดูที่สองหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วยังสามารถนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ในการทำนาปรัง หรือ ปลูกพืชไร่ เช่น ถั่วต่าง ๆ และพวกพืชผักต่าง ๆ แต่การปลูกพืชไร่จะมีข้อจำกัด เกี่ยวกับการระบายน้ำของดิน การใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ส่วนในฤดูแล้งจะใช้ในการทำนาปรัง หรือ ปลูกพืชไร่พวกถั่วต่าง ๆ ยาสูบ และพืชผักต่าง ๆ หน่วยที่ดินนี้พบกระจายอยู่ตามริมแม่น้ำโขงทางทิศจะวันออกของจังหวัด หน่วยที่ดินที่ 5 มีเนื้อที่ประมาณ 112,189 ไร่ หรือร้อยละ 3.26 ของเนื้อที่จังหวัด มีลักษณะพื้นที่ราบเรียบ มีความลาดชัน 1-2 เปอร์เซ็นต์ เป็นดินลึกการระบายน้ำค่อนข้างเลว เนื้อดินเป็นดินร่วน ดินร่วนปนทรายแป้ง ส่วนดินล่างมีเนื้อดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทรายแป้ง ปฏิกิริยาของดิน 4.5-5.0 ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ หน่วยดินนี้มีข้อจำกัด ในการใช้ประโยชน์คือ ในฤดูฝนจะถูกน้ำท่วมสูงเป็นระยะเวลานานยากต่อการแก้ไขปรับปรุงซึ่งในการที่จะแก้ไขปรับปรุงจะต้องลงทุนสูงการใช้ประโยชน์ในปัจจุบันยังไม่มีสภาพพื้นที่มีพืชพรรณที่อยู่ธรรมชาติเป็นพวกไผ่ และพืชพรรณไม้อื่นๆ หน่วยที่ดินนี้พบเป็นบริเวณกว้างทางตอนใต้ของจังหวัดเป็นแนวยาวอยู่ในเขตอำเภอนาแก อำเภอธาตุพนม และอำเภอปลาปากนอกนั้นพบกระจายอยู่ในเขตอำเภอเมือง อำเภอบ้านแพง และอำเภอโพนสวรรค์ หน่วยที่ดินที่ 6 มีเนื้อที่ประมาณ 206,940 ไร่ หรือร้อยละ 6.01 ของเนื้อที่จังหวัด มีลักษณะสภาพพื้นที่ราบเรียบ ความลาดชันของพื้นที่ 0-2 เปอร์เซ็นต์ อยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง น้อยกว่า 120 เมตร เป็นดินเล็ก การระบายน้ำของดินเลวมาก เนื้อดินบนมีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนเหนียวหรือดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ปฏิกิริยาของดินอยู่ระหว่าง 4.5-5.0 หน่วย ดินนี้มีข้อจำกัดเกี่ยวกับน้ำท่วมขังสูงประมาณ 1-2 เมตร นานประมาณ 2-3 เดือน เป็นประจำทุกปี ปละพบหน่วยที่ดินนี้เป็นพื้นที่ใหญ่ในเขตทางทิศตะวันตกของอำเภอศรีสงครามและทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอบ้านแพง สภาพการใช้ทีดินในปัจจุบันในช่วงตั้งแต่ปี 2529 เป็นต้นมาเกษตรกรเริ่มทำนาปีกันบ้างเนื่องจากปริมาณน้ำที่ท่วมไม่รุนแรงเหมือนแต่ก่อนซึ่งในการปรับปรุงแก้ไขเพื่อนำที่ดินนี้มาใช้ในการปลูกข้าวจะต้องใช้การลงทุนที่สูงส่วนในฤดูแล้งจะมีการใช้พื้นในการทำนาก็เฉพาะบางบริเวณ ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำตามธรรมชาติ เช่น หนอง บึง ห้วย เป็นต้น หน่วยที่ดินที่ 7 มีเนื้อที่ประมาณ 37,774 ไร่ หรือร้อยละ 1.10 ของเนื้อที่จังหวัด หน่วยที่ดินนี้มีสภาพพื้นที่การเกิดและความอุดมสมบูรณ์คล้ายกับหน่วยดินที่ 6 แต่มีความแตกต่างในด้านความรุนแรงของของน้ำท่วมมีไม่มากเท่าหน่วยที่ดินที่ 6 สภาพการใช้ประโยชน์ปัจจุบันเกษตรกรสามารถทำนาปีได้ พันธ์ที่ใช้ส่วนใหญ่ข้าวเหนี่ยว กข. 6 และข้าวเจ้าหอมมะลิหน่วยที่ดินนี้พบบริเวณทิศเหนือ อำเภอนาหว้า และทิศตะวันตกของอำเภอศรีสงคราม หน่วยที่ดินที่ 8 มีเนื้อที่ประมาณ 413,472 ไร่ หรือ ร้อยละ 12.00 ของเนื้อของจังหวัด มีลักษณะสภาพพื้นที่ราบเรียบ ความลาดชัน 0-3 เปอร์เซ็นต์ อยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 120-150 เมตร เป็นดินลึก มีการระบายน้ำเลว เนื้อดินบนมีเนื้อดินเป็นทราย คือ ดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ปฏิกิริยาของดินอยู่ระหว่าง 5.5-6.0 ส่วนดินล่างมีเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายหรือดินเหนียวปนทราย ปฏิกิริยาของดินอยู่ระหว่าง 5.5-5.5 บางแห่งจะพบสีแดงของศิลาแลงอ่อน ในปริมาณ 5-50 เปอร์เซ็นต์ โดยปริมาตร ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การใช้ประโยชน์ที่ดินในหน่วยนี้ ส่วนใหญ่ในการปลูกข้าว ปัญหาของหน่วยที่ดินนี้นอกจากเรื่องความอุดมสมบูรณ์อุ้มน้ำปานกลาง เนื่องจากเนื้อดินค่อนข้างเป็นทราย สภาพการใช้ที่ดินในปัจจุบันส่วนใหญ่ ใช้ในการทำนาข้าวโดยอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ที่ดินในหน่วยนี้พบเป็นพื้นที่บริเวณกว้างในเขตอำเภอเรณูนครทางตอนเหนือของอำเภอธาตุพนม ทางทิศใต้ของอำเภอเมือง และทางทิศตะวันตกของอำเภอนาหว้า หน่วยที่ดินที่ 9 มีเมื้อที่ประมาณ 13,225 ไร่ หรือร้อยละ 0.38 ของเนื้อที่จังหวัด หน่วยที่ดินนี้มีสภาพทางกายภาพ การเกิดและความอุดมสมบูรณ์เหมือนกับที่ 8 แต่แตกต่างกันที่หน่วยที่ดินที่ 9 อยู่ในเขตชลประทาน ทำให้ที่ดินในหน่วยนี้มีศักยภาพในการผลิตสูงกว่าหน่วยที่ดินที่ 8 นอกจากนี้ในช่วงฤดูแล้งยังสามารถทำนาปรังหรือปลูกพืชไร่จำพวกถั่วต่าง ๆ หรือพืชผัก เป็นต้น การใช้ประโยชน์ในหน่วยที่ดินส่วนใหญ่ในช่วงฤดูฝนจะทำนาปีเป็นหลัก หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วทำการปลูกข้าวนาปรัง หรือพืชไร่จำพวกถั่วเหลือง ยาสูบ และพืชผักต่าง ๆ หน่วยดินนี้พบแถบบริเวณที่ดินติดลำน้ำก่ำใกล้อำเภอนาหว้า หน่วยที่ดินที่ 10 มีเนื้อที่ประมาณ 243,445 ไร่ หรือร้อยละ 7.07 ของเนื้อที่จังหวัด มีลักษณะสภาพพื้นที่ราบเรียบ ความลาดชันของพื้นที่ 0-2 เปอร์เซ็นต์อยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 120-150 เมตร ลักษณะจะแตกต่างจากหน่วยที่ดินที่ 8 และ 9 คือ จะมีพวกเศษหินหรือลูกรังในชั้นดินระดับตื้นมีการระบายน้ำเลวดินบนมีเนื้อดินเป็นดินร่วน หรือดินทราย ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ประมาณ 5.0-6.5 ดินล่างมีเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวปนศิลาแลงหรือดินเหนียวปนทรายปนกรวด ค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 5.0-6.5 ความอุดมสมบูรณ์ต่ำที่ดินในหน่วยนี้พบกระจายอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอนาแก ทางทิศใต้ของอำปลาปาก ทิศใต้และทิศตะวันออกของอำเภอเมืองใกล้กับสนามบินนครพนมและบริเวณพื้นที่รอบ ๆ ใกล้กับอำเภอนาหว้านอกนั้นพบกระจายอยู่ในเขตอำเภอบ้านแพงและอำเภอโพนสวรรค์ การใช้ประโยชน์ของที่ดินในหน่วยนี้ส่วนใหญ่ใช้ในการปลูกข้าว การใช้ดินในปัจจุบัน ปลูกข้าวนาปี อาศัยน้ำฝน ปัญหาของดินในหน่วยนี้ คือ ดินมีลูกรังปะปนอยู่ในชั้นดินมาก ทำให้ยากต่อการไถพรวนและมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จึงควรมีการปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดินให้ดีขึ้น โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และพันธ์และข้าวที่ปลูกยาสูบพันธุ์เตอร์กิส หรือแตงโม หน่วยที่ดินที่ 11 มีเนื้อที่ประมาณ 6,477 ไร่ หรือร้อยละ 0.19 ของเนื้อที่จังหวัด ลักษณะของที่ดินในหน่วยนี้จะมีการปะปนกันของสภาพพื้นที่สองลักษณะ การเกิดและความอุดมสมบูรณ์เหมือนกับหน่วยที่ดินที่ 10 แต่แตกต่างที่มีศักยภาพในการผลิตดีกว่า เนื่องจากอยู่ในเขตชลประทาน นอกจากนี้ในช่วงฤดูแล้งยังสามารถทำนาปรังได้หรือปลูกพืชไร่พวกถั่วและพืชผักต่าง ๆ ได้ ที่ดินในหน่วยนี้ พบบริเวณใกล้ ๆ กับอำเภอนาหว้าและบริเวณที่ติดกับบริเวณที่ติดกับอ่างเก็บน้ำห้วยแคน ตำบลหนองฮี อำเภอปลาปาก พื้นที่ส่วนใหญ่เหล่านี้ใช้ในการปลูกข้าวนาปี ส่วนในช่วยฤดูแล้งจะทำการเพาะปลูกยาสูบพันธ์เตอร์กิส หรือแตงโม หน่วยที่ดินที่ 12 มีเนื้อที่ประมาณ 137,190 ไร่ หรือร้อยละ 0.91 ของเนื้อที่จังหวัด ลักษณะของที่ดินในหน่วยนี้จะมีการปะปนกันของสภาพพื้นที่สองลักกษณะ คือที่สภาพที่ลุ่มปะปนกับสภาพที่ดอน เนื่องจากข้อจำกัดของมาตราส่วนของแผนที่ จึงไม่สามารถแยกที่ลุ่มออกจากทีดอนได้ ซึ่งในบริเวณที่ลุ่มจะมีลักษณะสภาพพื้นที่ที่เป็นลูกคลื่นลอนลาดถึงลูกคลื่นลอนชันมีความลาดชันมีความลาดชัน 2-8 เปอร์เซ็นต์ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 150-180 เมตร ซึ่งลักษณะทางกายภาพ และความอุดมสมบูรณ์ ดูรายละเอียดได้จากหน่วยที่ดินที่ 19 หน่วยที่ดินที่ 12 จะพบเป็นบริเวณใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอปลาปาก และทางทิศเหนือของอำเภอโพนสวรรค์ การใช้ประโยชน์ที่ดินส่วนใหญ่ ใช้ทำนาบางบริเวณยังคงสภาพเป็นป่าอยู่ หน่วยที่ดินที่ 13 มีเนื้อที่ประมาณ 4,937 ไร่ หรือร้อยละ 0.14 ของเนื้อที่ของจังหวัด ลักษณะของดินในหน่วยที่ดินนี้คล้ายกับหน่วยที่ดินที่ 6 และ 8 แต่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับเป็นพื้นที่ที่ดินเค็มซึ่งบริเวณนี้พบทั้งดินเค็มมาก (มีคราบเกลือกว่า 50% ของพื้นที่) และที่ดินเค็มปานกลาง (มีคราบเกลือ 10-50 % ของพื้นที่ ) อยู่ในเขตอำเภอนาหว้า และอำเภอนาแกส่วนบริเวณที่มีดินเค็มนี้เป็นอุปสรรคต่อการปลูกพืชทนเค็มไม่ได้ การใช้ประโยชน์จึงควรมีการปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดินให้ดีขึ้น โดยใช้ปุ๋ยอินทรียวัตถุและวัสดุปรับปรุงดินบางชนิดมาใช้ เช่น ยิบซัม ปูน แกลบ เพื่อคลุมดินหรือปลูกพืชคลุมดิน ไม่ปล่อยหน้าดินให้ว่างเปล่าเพื่อป้องกันไม่ให้เหลือจากดินล่างขึ้นมาสะสมบนผิวดิน นอกจากนี้ควรใช้พันธุ์ที่ทนเค็มปลูก เช่น ข้าวพันธ์ข้าวดอกมะลิ 105 ข้าวพันธุ์ กข. 6 ข้าวพันธ์ กข. 8 หรือกข. 15 และข้าวเหนียวสันป่าตอง หน่วยที่ดินที่ 14 มีเนื้อที่ประมาณ 13,769 ไร่ หรือร้อยละ 0.40 ของเนื้อที่จังหวัด มีลักษณะสภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบจนถึงลูกคลื่นลอนลาด ความลาดชันของพื้นที่ 1-5 เปอร์เซ็นต์เป็นดินลึก การระบายน้ำดีถึงดีปานกลางอยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 130-150 เมตร เนื้อดินบนมีเนื้อดินเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทรายแป้งปฏิกิริยาดินอยู่ระหว่าง 6.0-7.0 เนื้อดินล่างมีเนื้อดินเป็นดินเหนียว ดินร่วนเหนียวปนทรายแป้งบางแห่งอาจพบศิลาแลงอ่อน ปฏิกิริยาดินอยู่ระหว่าง 6.5-7.0 ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำถึงปานกลาง ที่ดินในหน่วยนี้มีศักยภาพในการผลิตปานกลางถึงต่ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำสวนผัก สวนผลไม้ และพืชไร่ แต่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการเสี่ยงต่อการขาดน้ำในฤดูเพาะปลูก ถ้ามีระบบชลประทานช่วยและมีการจัดการที่ดีจะทำให้ปลูกพืชหมุนเวียนได้ตลอดปี การใช้ประโยชน์ในปัจจุบันนำมาใช้ในการปลูก มะเขือเทศ ยาสูบ ข้าวโพดหวานและปอกระเจา ที่ดินในหน่วยนี้พบเป็นบริเวณแคบ ๆ ตามริมฝั่งแม่น้ำโขง ติดกับอำเภอบ้านแพง และทางตอนใต้ของอำเภอเมืองบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง หน่วยที่ดินที่ 15 มีเนื้อที่ประมาณ 3,850 ไร่ หรือร้อยละ 0.11 ของเนื้อที่จังหวัด มีลักษณะสภาพพื้นที่แบบค่อนข้างราบเรียบ ความลาดชันของพื้นที่ 1-3 เปอร์เซ็นต์ การระบายน้ำดี เป็นดินลึกอยู่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 140 เมตร มีเนื้อดินเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนปนทรายแป้ง ปฏิกิริยาดินอยู่ระหว่าง 5.0-7.0 ส่วนเนื้อดินล่างเป็นดินร่วน ดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนเหนียว บางแห่งอาจพบเศษไมก้า ปฏิกิริยาดินอยู่ระหว่าง 6.5-7.5 ความอุดมสมบูรณ์ของดินปานกลางที่ดินมีศักยภาพในการให้ผลผลิตปานกลางเนื่องจากมีข้อจำกัดเกี่ยวกับเนื้อดินค่อนข้างเป็นทราย การใช้ประโยชน์ที่ดินในหน่วยนี้พบว่าส่วนใหญ่ใช้ในการปลูกพริก หอมแดง กระเทียม ยาสูบ และมะเขือเทศ บางบริเวณมีการสูบน้ำจากหนองน้ำมาใช้เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ดินในหน่วยนี้พบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตอำเภอธาตุพนมและอำเภอบ้านแพงบริเวณที่ลำน้ำสงครามบรรจบแม่น้ำโขง หน่วยที่ดินที่ 16 มีเนื้อที่ประมาณ 379,322 ไร่ หรือร้อยละ 11.01 ของเนื้อที่จังหวัด มีลักษณะสภาพพื้นที่แบบลูกคลื่นลอนลาด มีความลาดชั้น 1-5 เปอร์เซ็นต์ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 150-200 เมตร ลักษณะดินเป็นดินลึกการระบายของน้ำดีดินบนมีเนื้อดินเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ปฏิกิริยาดินอยู่ระหว่าง 5.0-6.0 ดินล่างมีเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายหรือดินร่วนเหนียว ปฏิกิริยาของดินอยู่ระหว่าง 4.5-5.5 ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ ดินในหน่วยนี้จะพบเป็นพื้นที่บริเวณกว้างในเขตอำเภอศรีสงคราม อำเภอท่าอุเทนและทางตอนใต้ในเขตอำเภอนาแก นอกนั้นอยู่กระจายทั่วทั้งจังหวัด การใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่ใช้ในการปลูกมันสำปะหลัง สับปะรด บางส่วนยังคงสภาพป่าธรรมชาติอยู่ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินในหน่วยนี้ คือ มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำดินมักขาดน้ำเพราะส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก หน่วยที่ดินที่ 17 มีเนื้อที่ประมาณ 11,731 ไร่ หรือร้อยละ 0.34 ของเนื้อที่จังหวัด มีลักษณะสภาพพื้นที่แบบลูกคลื่นลอนลาด อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 150 เมตร เป็นดินลึก การระบายน้ำค่อนข้างดีเกินไป ดินบนมีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินทราย ปฏิกิริยาของดินอยู่ระหว่าง 6.0-7.0 ดินล่างมีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินทราย ปฏิกิริยาของดินอยู่ระหว่าง 5.0-6.5 ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำมาก คุณสมบัติทางกายภาพของดินไม่ดี คือ มีเนื้อดินเป็นทรายจัดทำให้มีอินทรียวัตถุต่ำ การใช้ประโยชน์ของที่ดินในหน่วยนี้ ส่วนใหญ่ใช้ในการปลูกมันสำปะหลัง บางบริเวณยังคงสภาพป่าธรรมชาติอยู่ การปรับปรุงควรเน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับโครงสร้างของดิน บริเวณที่พบดินในหน่วยนี้เป็นบริเวณพื้นที่ใหญ่ คือ บริเวณทางตอนใต้ของอำเภอบ้างแพง นอกนั้นเป็นบริเวณพื้นที่เล็ก ๆ ในเขตอำเภอศรีสงคราม และอำเภอปลาปาก หน่วยที่ดินที่ 18 มีเนื้อที่ประมาณ 75,547 ไร่ หรือร้อยละ 2.19 ของเนื้อที่จังหวัด มีลักษณะพื้นที่แบบลูกคลื่นลอนลาดอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 150 เมตร เป็นดินลึก การระบายน้ำค่อนข้างดีถึงมากเกินไป ดินบนมีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินทรายปนดินร่วน ปฏิกิริยาของดินอยู่ระหว่าง 5.5-6.5 ดินล่างมีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินทรายปนดินร่วน และมีชั้นการสะสมอินทรียวัตถุหรือสารประกอบของเหล็กที่อัดตัวค่อนข้างแน่น ปฏิกิริยาของดินอยู่ระหว่าง 5.5-6.0 ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำมากปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ในหน่วยนี้คือ ดินเป็นดินทรายมีคุณสมบัติไม่เก็บกักน้ำ และธาตุอาหารและมีชั้นดานแข็งอยู่ชั้นล่าง ส่วนใหญ่พบที่ระดับความลึก 50-80 เซนติเมตร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการหยั่งของรากพืชที่มีรากแก้ว นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการแช่ขังของน้ำในช่วงฤดูฝนเพราะชั้นดานแข็งเป็นที่เก็บกักน้ำทำให้รากพืชหลายชนิดอาจถูกน้ำแช่ขังเน่าตายได้บริเวณที่พบดินในหน่วยนี้เป็นบริเวณพื้นที่ใหญ่ คือ ทางตอนใต้ของอำเภอนาหว้า ทางทิศตะวันออกของอำเภอศรีสงครา และทางตอนกลางของอำเภอบ้านแพง นอกนั้นอยู่กระจายในเขตอำเภอท่าอุเทน และอำเภอเมือง การใช้ประโยชน์ปัจจุบัน ปลูกมันสำปะหลัง และป่าธรรมชาติ หน่วยที่ดินที่ 19 มีเนื้อที่ประมาณ 966,806 ไร่ หรือร้อยละ 28.06 ของเนื้อที่จังหวัด มีสภาพพื้นที่แบบลูกคลื่นลอนลาดถึงลูกคลื่นลอนชัน ความลาดชันประมาณ 2-8 เปอร์เซ็นต์ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 150-180 เมตร เป็นดินตื่นการระบายน้ำดี ดินบนมีเนื้อดินเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนกรวด ปฏิกิริยาของดินอยู่ระหว่าง 5.0-6.5 ดินชั้นล่าง มีเนื้อดินเป็นดินเหนียวปนกรวดหรือศิลาแลง ดินร่วนปนทรายปนกรวดปฏิกิริยาของดินอยู่ระหว่าง 4.5-5.5 ความอุดมสมบูรณ์ของดินตามธรรมชาติต่ำถึงปานกลาง บางบริเวณของหน่วยที่ดินนี้ พบแผ่นศิลาแลง ที่จับตัวเป็นแผ่นโผล่อยู่บนหน้าดินทำให้เป็นอุปสรรคในการเกษตรกรรม สภาพพื้นที่ตามธรรมชาติเป็นเต็งรัง บางแห่งมีการนำดินมาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง สับปะรด มะม่วงหิมพานต์ หน่วยที่ดินนี้พบเป็นพื้นที่ใหญ่ทางตอนเหนือของจังหวัด ตอนกลางของจังหวัดในเขตอำเภอโพนสวรรค์และทางตะวันตกเฉียงใต้ในเขตอำเภอเมือง อำเภอปลาปาก อำเภอเรณูนคร รวมทั้งอำเภอนาแก ซึ่งในสภาพของหน่วยที่ดินนี้ จะเป็นอุปสรรคต่อการปลูกพืชเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพืชยืนต้นเพราะเป็นอุปสรรคต่อการหยั่งรากลึกได้ ดังนั้น การใช้ประโยชน์ที่ดินในหน่วยนี้ควรจะเก็บไว้เป็นป่าธรรมชาติหรือปรับปรุงเป็นสวนป่า ส่วนบริเวณใดที่มีการหักร้างถางพงแล้งอาจปรับปรุงเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์เป็นการอนุรักษ์ดิน และป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน หน่วยที่ดินที่ 20 มีเนื้อที่ประมาณ 66,761 ไร่ หรือร้อยละ 1-94 ของเนื้อที่จังหวัด เป็นบริเวณที่เป็นเนินเขาสูง ภูเขาสูง หรือบริเวณที่มีหินโผล่ที่มีศักยภาพในการเกษตรต่ำซึ่งส่วนใหญ่จะมีความลาดชันมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 200-450 เมตร พื้นที่ของหน่วยที่ดินนี้พบกระจายอยู่ทางตอนเหนือ และตอนใต้ ของจังหวัดสภาพทั่วไปเป็นป่าธรรมชาติ เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติภูพาน และเขตป่าสงวนแห่งชาติบริเวณเหล่านี้จึงควรสงวนไว้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ การใช้ที่ดิน จังหวัดนครพนมใช้ที่ดินยังมีปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ที่ดินทางการเกษตร ซึ่งมีการใช้ที่ดินที่มีลักษณะไม่เหมาะสมสอดคล้องกับการเพาะปลูก การใช้ที่ดินของจังหวัดนครพนม ขณะนี้เหลือเป็นที่ป่าไม้ไม่ถึงร้อยละ 15 เนื่องจากการบุกรุกเพื่อทำกินในป่าสงวนแห่งชาติ (ซึ่งเสื่อมโทรมแล้วเป็นส่วนใหญ่) และจากการที่รัฐมีนโยบายให้สิทธิทำกินแก่เกษตรกร ในปีเพาะปลูก 2535/2536 มีเนื้อที่ถือครองเพื่อการเกษตรไม่ถึงร้อยละ 50 ของพื้นที่ของจังหวัด คือประมาณ 1,645,830 ไร่ เป็นที่นา 1,184,462 ไร่ ที่ดินปลูกพืชไร่ 334,564 ไร่ ปลูกไม้ผล 95,812 ไร่ และเป็นที่ปลูกพืชผักและไม้ดอก 30,992 ไร่ เพิ่มขึ้นถึงกว่า 5 เท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่การปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นตลอดจนพืชไร่เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว แต่การทำนายังคงรักษาระดับอยู่ใกล้เคียงกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หินกรวดและทราย ส่วนที่เป็นหินเป็นภูเขา จังหวัดนครพนมมีเพียงเป็นส่วนน้อยในเขตเหนือ ในพื้นที่อำเภอบ้านแพง และเขตใต้ในพื้นที่อำเภอนาแก ยังไม่นำมาใช้ประโยชน์อะไรแต่จะมีหินทราย หรือหินดานในดินชั้นล่างที่โผล่ขึ้นมา บางพื้นที่ได้นำมาใช้ในการก่อสร้างทำเขื่อนกั้นน้ำและตลิ่งหรือการก่อสร้างอื่นแต่ไม่มากนัก กรวดและทรายมีมากในแม่น้ำโขง ซึ่งมีบริษัทเอกชน สัมปทานจากทางราชการไปดำเนินการ ทรายในแม่น้ำโขงมีทั้งทรายหยาบและทรายละเอียด คุณภาพดีน้ำไปใช้ในการก่อสร้างได้เพียงพอภายในจังหวัด และส่งไปขายในจังหวัดใกล้เคียงด้วยและกรวดก็มีทั้งก้อนเล็กและก้อนโตสามารถนำใช้แทนหินในการก่อสร้างเพียงพอสำหรับการก่อสร้างภายในจังหวัดและส่งขายในจังหวัดใกล้เคียงเช่นกันทำให้เกิดอาชีพดูดทรายในแม่น้ำโขงไว้ขาย การขนกรวดทรายไปขายต่างจังหวัด ทำให้เกิดการชำระของถนนหลายสายเป็นผลเสียต่อการคมนาคมของจังหวัดเช่นเดียวกัน
ดินลูกรัง
ดินลูกรังมีอยู่ในบริเวณของจังหวัด ได้แก่ บริเวณพื้นที่ของอำเภอปลาปาก และทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอเมืองนครพนมกับบริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอท่าอุเทน ดินลูกรังในบริเวณพื้นที่เหล่านี้มีคุณภาพและมีจำนวนมากพอในการก่อสร้างและในเชิงพาณิชย์
|