บั้งขั้น บั้งขึ้นเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของเผ่าไทยแสกในหมู่บ้านอาจสามรารถอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ไทยแสกเป็นชนเผ่าหนึ่งที่มีวัฒนธรรมประเพณี และภาษาเป็นของตังเอง ตามประวัติเล่ากันว่า ไทยแสกเป็นชุมชนกลุ่มน้อยที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่เมื่องรองตัดกับเมืองเว้ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ภายหลังได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวบ้างก็เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยที่จังหวัดนครพนม ปัจจุบันเหลือเผ่าไทยแสกให้เห็นเพียงไม่กี่หมู่บ้าน เล่น บ้านอาจสามารถ บ้านไผ่ล้อมอำเภอเมืองนครพนม และบ้านบะหว้า อำเภอนาหว้า เป็นต้น
ประเพณีวัฒนธรรมของเผ่าไทยแสก มีหลายอย่างที่น่าศึกษา เช่น ภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ประเพณีกินตรุษคล้ายตรุษญวนการ เต้นสากซึ่งเรียกว่า แสกเต้นสาก แชะการละเล่น บั้งขึ้น ซึ้งเป็นการละเล่นของกลุ่มขายหนุ่มที่ใข้เล่นกันในขณะที่เผาศพนัยเป็นการละเล่นที่แปลกน่าศึกษาว่ามีคติ.ธรรม หรือข้อคิดอะไรแฝงไว้บ้าง
ตากการได้สอบถามยุคคบซึ่งเป็นขนเป่าแสกที่มีอายุมากและได้ร่วมเล่นบั้งขึ้นมาแต่ครั้งยังหนุ่มหลายคนก็พอจะทราบถึงความเป็นมาบ้างเล็กน้อย เพราะคนในสมัยก่อนไม่มีการบันทึกหลักฐานไว้มีเพียงการจดจำและการเล่าขานปากเรื่อยมา ถ้าหากมีผู้กระทำสือทอดต่ออย่างจริงจัง และเอาใจใส่ประเพณีการละเล่นต่าง ๆ ก็จะยังคงมีปรากฏให้เห็นถึงปัจจุบัน
ความเป็นมาและวิวัฒนาการบั้งขึ้น เริ่มขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฎแน่ชัด จะมีการละเล่นเฉพาะในหมู่ชนเผ่าไทยแสก บ้านอาจสามารถเท่านั้น ไทยแสกบ้านไผ่ล้อม หรือไทยแสกบ้านบะหว้าก็ไม่ปรากฎว่ามีการละเล่นบั้งขึ้นให้เห็นเลย นายฟั่น ราชลัย อายุ 85 ปี และนายกล้า ชนะพจน์ อายุ 79 ปี ราษฎรบ้านอาจสามารถ หมู่ที่ 6 ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เป็นผู้นำในการละเล่นบั้งขึ้น ปัจจุบันเสียชีวิตหมดแล้ว แต่ก็ยังมีคนรุ่นใหม่สืบทอดการละเล่นประเภทนี้มา โดยศึกษาขึ้นตอนการละเล่น การใช้คาถาอาคมประกอบการเล่นซึ่งชาวบ้านก็ยอมรับและยกให้เป็นหมอครูจนถึงปัจจุบันคือ นายประสิทธิ์ ทักษิณ อายุ 50 ปี ราษฎรบ้านอาจสามารถ หมู่ 6 ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม มูลเหตุที่ตั้งชื่อ บั้งขึ้น คงตั้งชื่อตามลักษณะการตั้งบั้งหรือกระบอกไม้ไผ่ในแนวตั้งและขณะผู้เล่นกดให้บั้งลงสู่พื้นดิน แต่บังกลับลอยขึ้นสู่ที่สูงเหมือนมีแรงดันขึ้น จึงเรียกว่า บั้งขึ้น
จำนวนผู้เล่น การเล่นประกอบด้วยคน จำนวน 3 คน เป็นหมอครู 1 คน ผู้เล่นเป็นชายหนุ่ม 2 คน
อุปกรณ์การเล่น กระบอกไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะยาว 3 ปล้อง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8-10 เซนติเมตร ภายในเจาะข้อให้ทะลุเหลือข้อไว้เฉพาะข้อสุดท้าย ถ่านไฟเก่าที่หลงเหลือจากการเผาศพที่ผ่านมา หาได้ในบริเวณณาปนสถานั้น ๆ
วิธีเล่น คัดเลือกชายหนุ่มที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง 2 คน ถอดเสื้อพร้อมที่จะเล่น สวมกางเกงขาสั้นได้ยิ่งดี สมัยก่อนนุ่งผ้าขาวม้า ขัดเตี่ยวก็มี หมอครูนำไม้ไผ่มอบให้ผู้เล่นตั้งจัดประทับเข้ากับบ่าข้างที่ถนัด (ทั้ง 2 คนต้องถนัดข้างเดียวกัน) ให้ปากกระบอกตั้งขึ้นกระบอกจะอยู่ในแนวดิ่ง โคนกระบอกให้อยู่สูงกว่าผิวดินประมาณ 30 เซนติเมตร มือทั้ง 2 ข้าง ของแต่ละคนจับที่บั้งไม้ไผ่ในท่าที่ถนัดและเหมาะมือที่สุด ก็เป็นอันว่าเตรียมพร้อมที่จะเล่นได้แล้ว หมอครูนำก้อนถ่านมาเจ็ดก้อน พนมมือ ท่องคาถา 7 จบ (คาถาหมอครูไม่ขอเปิดเผย) แล้วเป่าลงที่ถ่าน จากนั้นก็ทิ้งลงไปในกระบอก หรือบั้งที่ผู้เล่นจับไว้อยู่ หมอครูใช้มือปิดที่ปากบั้งกดลงและโยกหมุนวนไปมาพร้อมกับสั่ง กดบั้งลง ผู้เล่นก็ใช้แรงกดของตนกดบั้งลงสู่พื้นดินให้ได้เหนื่อยก็หยุดเล่นเปลี่ยนให้ชายหนุ่มคู่ใหม่ประกอบคู่เล่นต่อก็ได้ โดยให้หมดครูเสกคาคาใส่ถ่านให้เหมือนคู่ก่อน ๆ คู่หนึ่ง ๆ จะใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที ก็เลิกเล่นกันไป
โอกาสที่เล่นบั้งขึ้น ใช้เล่นในขณะที่ไฟเผาศพกำลังลุกไหม้
ประโยชน์หรือแง่คิดที่ได้จากการละเล่น
แง่คิดทางคติธรรมสอนใจ ผู้ชมและผู้เล่นมีความเชื่อว่าการที่กดบั้งไม่ลง แต่บั้งกลับจะดันขึ้นข้างบนทวนกระแสแรงกดนั้น เหมือนวิญญาณของผู้ตายได้ล่องลอยขึ้นสู่สรวงสวรรค์ แล้วทำให้ญาติมิตรเกิดความสบายใจไม่ห่วงมากนัก ได้ข้อคิดว่าในสังคมของมนุษย์คนทุกคนดวงชะตาต้องมีขึ้นมีลง การขัดแย้ง การฉุดคิดย่อมเป็นธรรมดา การเล่นบั้งขึ้นก็แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมข้อนี้
แง่คิดทางคติทางโลก ได้ความสนุกสนานเพลิดเพลินจากการละเล่นไม่โศกเศร้ากับงานศพมากเกินไป ได้แนวคิดให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงจะได้ถูกคัดเลือกให้ร่วมกิจกรรม การเล่นบั้งขึ้นก็เป็นการสอนให้คนดูแลรักษาตัวเองทางอ้อมจะได้มีอายุยืน เปิดโอกาสให้คนได้ออกกำลังกายและทดสอบสมรรถภาพของตนเองให้ผู้เล่นและผู้ชมรู้ยอมรับในกฎกติกาที่สังคมกำหนด ให้เป็นผู้มีความคิดใช้วิจารณญาณในการค้นหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าการละเล่นบั้งขึ้น ความเป็นจริงที่ปรากฏนั้นเป็นเพราะอะไร คนโบราณคิดการละเล่นนี้ขึ้นเพื่ออะไร ให้คนรู้จักอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป |